Calender

วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ป้องกันเส้นเลืดอุดตันด้วย"ช็อกโกแลต"

ป้องกัน เส้นเลือดอุดตันด้วย ช็อกโกแลตดำ

              

         นักวิจัยพบว่าช็อกโกแลตดำเพียงวันละสองช้อนโต๊ะ หรือจะแปรรูปเป็นโกโก้ร้อน 1 แก้ว ช่วยป้องกันการอุดตันของเส้นเลือดได้พอๆ กับการกินยาแอสไพริน
         โครงการศึกษาผลจากยาแอสไพรินที่มีผลต่อเกล็ดเลือด โดยศาสตราจารย์ไดแอนน์ เบกเกอร์ ผู้นำการวิจัยของมหาวิทยาลัย จอห์น ฮอปกินส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา กำหนดให้กลุ่มตัวอย่างออกกำลังกาย งดบุหรี่ และอาหารบางอย่าง เช่น ไวน์ ชา กาแฟ และช็อกโกแลต ก่อนเข้ารับการทดลอง หลังจากนั้นนักวิจัยทำการเปรียบเทียบ ระยะเวลาที่เกล็ดเลือดจับตัวกันเป็นก้อน พบว่าเกล็ดเลือดของกลุ่มตัวอย่าง ที่ไม่งดช็อกโกแลต มีเกล็ดเลือดจับตัวกันช้ากว่า 

              กลุ่มนักวิจัยจึงศึกษาเพิ่มเติมคุณสมบัติของเมล็ดโกโก้ และพบว่าในเมล็ดโกโก้ มีสารเคมีชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า ฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญที่มีผลทางชีวเคมีที่ออกฤทธิ์คล้ายกับยาแอสไพรินที่ช่วยลดการจับตัวของเกล็ดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เส้นเลือด และหลอดเลือดอุดตันที่อาจส่งผลรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตในที่สุด 
             ก่อนหน้านี้ก็ได้มีรายงานการวิจัยที่ออกมาสนับสนุนประโยชน์ของช็อกโกแลตอย่างต่อเนื่อง อาทิ พบว่าในช็อกโกแลตมีสารเพนเทเมอร์ที่ช่วยยับยั้งการลุกลามของเซลล์มะเร็งได้ และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่อาจช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ
             แม้ว่าสารเคมีที่อยู่ในเมล็ดโกโก้จะมีผลดีต่อการไหลเวียนของโลหิตได้ดี แต่หากว่าร่างกายได้รับไขมันและน้ำตาลที่มากเกินไป ก็อาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อหัวใจของคุณได้เช่นกัน


ที่มาจาก  http://www.zazana.com/Health-/id5514.aspx

วิตามินซี เพื่อสุขภาพ

วิตามินซี เพื่อสุขภาพ

 
ส้ม วิตามินซี

มาทำความรู้จักกับ “วิตามินซี” กับบทบาทสำคัญ ...

      คุณสมบัติที่โดดเด่นของวิตามินซี ก็คือ ความเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-oxidant) นั่นเอง 

      โดยประโยชน์หลักๆ เมื่อร่างกายได้รับวิตามินซีเป็นประจำ คือ เพิ่มภูมิต้านทานแก่ร่างกาย ป้องกันการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง บำรุงผิวพรรณหรือชะลอความแก่ ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันหรือเหงือกอักเสบ 

      ในทางกลับกัน หากร่างกายเราขาด “วิตามินซี” หรือมีปริมาณวิตามินซีน้อยเกินไป อาจส่งผลทำให้เกิดอาหารเหล่านี้ได้

       - เป็นหวัดง่าย ภูมิต้านทานโรคและความสามารถในการกำจัดพิษลดลง
       - ผิวหนังขาดความยืดหยุ่น เกิดจุดด่างดำ ฝ้า มีเลือดออกตามไรฟัน
       - อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง ประสาทสัมผัสด้อยลง 
       - มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะ ตับ และส่วนอื่นๆ
       - ประสิทธิภาพของต่อมหมวกไตลดลง เป็นภูมิแพ้ได้ง่าย 
       - เป็นโรคโลหิตจาง หรือโรคต่างๆ ง่าย บาดแผลหายยาก หากขาดมากจะเป็นโรคโลหิตเป็นพิษ
       - เกิดโรคลักปิดลักเปิด

        สำหรับผู้ที่กำลังกลุ้มใจ เพราะไม่รู้ว่าจะหาวิตามินซีมาทานได้จากที่ไหน ... อยากจะบอกว่า ความจริงแล้วแหล่งของวิตามินซี เราสามารถหาได้จาก อาหารที่มีอยู่ในธรรมชาติทั่วไป แต่แหล่งที่มีมาก คือ ผักสดและผลไม้ต่างๆ โดยเทียบง่ายๆ จากประเภทของอาหาร (100 กรัม) และวิตามินซี (มิลลิกรัม)

        ดังนี้ มะขามป้อม 276, ฝรั่ง 160, พุทรา 154, มะขามเทศ 133, มะปรางสุก 107, มะละกอสุก 73,แคนตาลูป 33, มะนาว 25 และมะยม 8

     อย่างไรก็ตาม พึงตระหนักไว้ว่า “วิตามินซี” ...

        เป็นวิตามินที่มีความสำคัญเช่นเดียวกับวิตามินอื่นๆ และร่างกายไม่สามารถผลิตขึ้นได้เอง ดังนั้น ทุกคนจึงควรบริโภควิตามินซี แต่จะมากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับความต้องของแต่ละบุคคล
 

ที่มาจาก Forword Mail
เครดิต
http://variety.teenee.com/foodforbrain/32368.html

เคล็ดลับหน้าใส จากมะนาว

เคล็ดลับหน้าใส จากมะนาว



มะนาว


รู้มั้ยว่ามะนาวเป็นสูตรธรรมชาติรักษาสิวได้
น้ำมะนาวมีกรดผลไม้ AHA หรือ Alpha Hydroxy Acids ซึ่งทำงานโดยการลอกเอาเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก ช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ผิว และช่วยให้เซลล์ผิวใหม่ที่อยู่ด้านล่างได้ผลัดขึ้นมาแทนที่เซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้ว
โดยวิธีง่ายๆ ก็คือ

เอาน้ำมะนาวสด มาแต้มที่สิวก่อนเข้านอน แล้วล้างออกตอนเช้า ทำทุกวันอย่างต่ำ 2 อาทิตย์ก็จะเห็นผล แต่ถ้ารู้สึกว่าแสบไป ก็ให้เอามะนาวผสมน้ำมาแต้ม
แต่ถ้าขี้เกียจเตรียมหามะนาวทุกวันหรือถ้าอยากได้เคล็ดลับรักษาสิวที่เห็นผลเร็วกว่านั้น และสามารถพกพาไปได้ทุกที่ละก็ ..... ลองมองหาเจลแต้มสิวที่เป็นสูตรอ่อนโยนมาใช้แต้มบริเวณที่เป็นสิว เจลจะช่วยลดอาการสิวเห็นผลเร็วขึ้น



ขอบคุณข้อมูลจาก : FW
เครดิต      
http://variety.teenee.com/foodforbrain/32458.html

น้ำผึ้ง...คุณประโยชน์จากธรรมชาติ

น้ำผึ้ง  ........  คุณประโยชน์จากธรรมชาติ
    

              น้ำผึ้งจัดเป็นอาหารธรรมชาติที่มนุษย์รู้จักมาตั้งแต่สมัยโบราณ ที่ช่วยเสริมสุขภาพ มีสรรพคุณทางยาและคุณค่ามาก และยังเป็นอาหารบำรุงผิวที่มีประโยชน์เหมาะกับเรื่องความสวยความงามด้วยค่ะ ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับน้ำผึ้งก่อนค่ะ
                             น้ำผึ้งเกิดจากการที่ผึ้งนำน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ที่ผึ้งบินไปตอมซึ่งเป็นน้ำหวานจากธรรมชาติมาแล้วใช้กระบวนการตามธรรมชาติ เปลี่ยนแปลงมาเป็นน้ำผึ้ง ซึ่งน้ำผึ้งที่ได้มานั้นย่อมขึ้นอยู่กับวัตถุดิบหรือชนิดของเกสรดอกไม้ที่ผึ้งตอม
               รวมถึงสภาวะแวดล้อมของพืชชนิดนั้น ๆ และบริเวณที่ผึ้งเจริญเติบโตอยู่ เพราะฉะนั้นน้ำผึ้งที่ได้จากผึ้งป่า หรือผึ้งที่เลี้ยงในป่าแบบปล่อยธรรมชาติ จึงมีความสมบูรณ์และมีแร่ธาตุอาหารที่แตกต่างจากน้ำผึ้งเลี้ยงในฟาร์มผึ้ง ซึ่งน้ำผึ้งเลี้ยงบางครั้งจะมีการเติมน้ำหวานจากน้ำตาลและเกสรเทียมซึ่งทำให้คุณค่าลดน้อยลงไป
              วิธีสังเกตว่าเป็นน้ำผึ้งแท้จากธรรมชาติ สามารถทำได้โดยการนำน้ำผึ้งที่ได้มาใส่ไว้ในขวด ตั้งทิ้งไว้สักพัก จะพบว่ามีเกสรดอกไม้ลอยอยู่ด้านบน ซึ่งเป็นลักษณะตามธรรมชาติของน้ำผึ้งป่านั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนอกเหนือจากการดูน้ำผึ้งป่ากับผึ้งเลี้ยงแล้วก็ต้องระวังเรื่องน้ำผึ้งปลอมด้วยนะคะ

              ประโยชน์ของน้ำผึ้ง ในน้ำผึ้งมีวิตามิน บี ซี และแร่ธาตุต่างๆ เช่น ฟอสฟอรัส แคลเซียม เกลือแร่ กรดอะมิโนจำเป็น รวมถึงสารเอนติออกซิเดนท์
               เช่นเดียวกับที่พบในอาหารประเภทผักใบเขียว หรือชาเขียวซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพและช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ แร่ธาตุที่กล่าวมาล้วนมีความจำเป็นต่อร่างกายที่จะเข้าไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ บำรุงโลหิต ช่วยปรับสมดุลร่างกาย และควบคุมน้ำหนัก ผู้ที่รักสุขภาพและผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ
              เช่น โรคปวดข้อ เป็นตะคริวอยู่บ่อย ๆ หรือโรคอ้วน สามารถนำวิธีนี้ไปใช้ดื่มเป็นประจำ เพื่อสุขภาพที่ดี และช่วยบรรเทาโรคต่าง ๆ ได้ ซึ่งได้มีการพิสูจน์และใช้กันมานานในอเมริกาและยุโรป โดยนำน้ำผึ้ง (Raw Organic Honey) 3 ช้อนชา และน้ำส้มสายชูหมักแอปเปิ้ล
(Apple Cider Vinegar) 3 ช้อนชา ผสมน้ำเปล่า 1 แก้ว ดื่มทุกเช้าหลังตื่นนอน และระหว่างมื้อเป็นประจำทุกวัน จะทำให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงและสดชื่น

                ผู้ที่นอนไม่ค่อยหลับ ผสมน้ำผึ้งกับน้ำอุ่น หรือนมอุ่นๆ จะช่วยให้คุณหลับสบาย แต่ถ้าได้ร่วมกับการนั่งสมาธิซัก 5 นาทีก่อนนอน เพื่อให้ท่านได้หยุดพักความคิดและปล่อยวางลงบ้าง จะยิ่งทำให้คืนนั้นเป็นคืนที่คุณได้พักผ่อนเต็มที่

                สมัยก่อนไม่มีเครื่องสำอางมากมายอย่างในสมัยนี้ แต่ว่าคนสมัยโบราณก็รู้จักใช้น้ำผึ้งเป็นเครื่องบำรุงความงามได้ดีมากทีเดียว และเครื่องสำอางสมัยนี้ก็มีอยู่หลายอย่างที่ใช้น้ำผึ้งเป็นส่วนประกอบเพื่อทำเป็นเครื่องบำรุงผิวให้งดงามชุ่มชื้น

                สำหรับผิวแห้งแตก เมื่ออากาศหนาวเย็นผิวก็จะแห้งง่าย เอาน้ำผึ้งแท้ไม่ต้องผสมอะไรนะคะ ทาผิวจะช่วยป้องกันผิวแห้งได้ ผิวก็จะไม่แตกด้วย

                สำหรับริมฝีปากแห้งและแตกง่าย ถ้าทาน้ำผึ้งบ้างก็จะสามารถป้องกันไม่ให้แตกเป็นแผลได้คะ
                 เพื่อผิวหน้าสดใส ผู้ที่มีปัญหาสิวเสี้ยนหรือต้องการบำรุงผิวหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ มีวิธีง่าย ๆ ดังนี้ หลังจากล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นและเช็ดให้แห้งแล้ว
                     นำกล้วยหอม 1/2 ลูก นำมาบดผสมกับน้ำผึ้งไม่ผ่านความร้อน แล้วนำมาทาบนหน้า ทิ้งไว้ซัก 10-15 นาที แล้วล้างออก
                  น้ำผึ้งไม่ผ่านความร้อน หรือที่เรียกว่า Raw Organic Honeyจะมีเอ็นไซน์ ซึ่งทำให้หน้าคุณชุ่มชื่นและนุ่มนวลขึ้น

                เพื่อผมเงางาม หลังสระผมเสร็จนำน้ำผึ้งไม่ผ่านความร้อนผสมกับน้ำมะกอกอย่างละ 3 ช้อนโต๊ะ นำมาชโลมผมแล้วทิ้งไว้ซัก 3-5 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด ผมคุณจะนิ่มและเงางามตามธรรมชาติปราศจากสารเคมีใด ๆ

              จะเห็นได้ว่า "น้ำผึ้ง" มีคุณประโยชน์มากมายต่อร่างกายอย่างมาก ซึ่งตั้งแต่สมัยโบราณหมอชาวบ้านหรือแพทย์แผนโบราณจะนำน้ำผึ้งเดือน 5 หรือน้ำผึ้งแท้มาเป็นส่วนผสมในการปรุงยา หรือเป็นตัวประสานในยา เช่น นำมาปั้นเป็นลูกกลอน เป็นน้ำกระสายละลายผงยา และน้ำผึ้งจัดเป็นตัวยาสมุนไพรสำคัญอย่างหนึ่งทีเดียวในการเอามาทำยาอายุวัฒนะในทุก ๆ ครั้ง นั่นก็เป็นเพราะคุณค่าอันมีประโยชน์อย่างมากมายที่ทำให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงอายุยืนยาวมากกว่าปกติ

            ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมคะ ว่าน้ำผึ้งจะสามารถทำอะไรได้มากมายขนาดนี้ เมื่อทราบกันอย่างนี้แล้ว อยากมีน้ำผึ้งติดบ้านซะแล้วซิ จริงไหมคะ

  ที่มาจาก  www.it-gateways.com/charoenvej/Herb/honey.htm


วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ผักและผลไม้ที่เป็นประโยชน์ต่อผิวหน้า


      ผิวหน้าเป็นสิ่งที่สาวๆ หลายคนหวงมาก เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามใบหน้าอันงดงามของเราก็จะติดตามเราไปด้วยทุกที่เลย เราต้องเอาใบหน้างามๆ ไปพบปะผู้คนมากมายในแต่ละวัน ดังนั้นหากใบหน้าเราเกิดเป็นสิว เกิดริ้วรอยขึ้นมา แน่นอนคุณสาวๆคงหมดความมั่นใจกันเลยทีเดียว
ดังนั้นเราจึงต้องมาหาสิ่งที่ช่วยทำให้ผิวหน้าเราสวยสดใสตลอดเวลากันเลยดีกว่า ผักและผลไม้ที่เป็นประโยชน์ต่อผิวหน้า


ว่านหางจระเข้ : บำรุงผิว ป้องกันฝ้า ลบรอยจุดด่างดำ รักษาสิว
แตงกวา : ช่วยสมานผิว ลบรอยเหี่ยววววว ย่น
ใบบัวบก : ลดรอยตีนกา
มะนาว : ลดสีเข้มของกระบนใบหน้า
แตงโม : บำรุงผิวหน้าชุ่มชื่นสดใส
มะเขือเทศ : ช่ายสมานผิว ลบรอยเหี่ยววววว ย่นและจุดด่างดำ
ขมิ้นสด : บำรุงผิวหน้าผุดผ่องสดใสอ่อนวัย และช่วยให้สิวยุบเร็ว
กล้วยน้ำว้าสุก : บำรุงผิวนุ่มเนียนอ่อนวัย
หัวไชเท้า : ช่วยลดรอยฝ้าและกระให้จางหาย
ทุเรียน : ลดปัญหาสิวเสี้ยน
มะม่วงสุก : แก้ปัญหาฝ้าและสิว
กล้วยหอม : ลดรอยเหี่ยววววว ย่น ถนอมผิวหน้าให้ชุ่มชื่น
สับปะรด : บำรุงผิวหน้าขาวใส และช่วยขจัดเซลล์ตาย ให้หลุดออก
มะขามเปียก : บำรุงผิวหน้าขาวเนียน ลดรอยฝ้าจุดด่างดำ ชำระสิ่งสกปรก

   ที่มาจาก  http://women.sanook.com/

โทษของบุหรี่

โทษของบุหรี่



  สารประกอบในบุหรี่

บุหรี่มีสารประกอบต่างๆ อยู่ประมาณ 4000 ชนิด มีสารก่อมะเร็งไม่ต่ำกว่า 42 ชนิด ซึ่งสารบางชนิดเป็นอันตรายที่สำคัญ คือ
นิโคติน
กดประสาทส่วนกลาง มีผลต่อต่อมหมวกไต ทำให้เกิดการหลั่งอิพิเนฟริน ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจ เต้นเร็วกว่าปกติ และไม่เป็นจังหวะ หลอดเลือดที่แขนและขาหดตัว เพิ่มไขมันในเส้นเลือด (ก้นกรองไม่ได้ทำให้ ปริมาณนิโคตินลดลงได้)
ทาร์ หรือน้ำมันดิน
สารก่อมะเร็ง เช่น มะเร็งปอด, กล่องเสียง, หลอดลม. หลอดอาหาร, ไต, กระเพาะปัสสาวะ และอื่นๆ ร้อยละ 50 ของน้ำมันดิน จะไปจับที่ปอด เกิดระคายเคือง ทำให้ไอเรื้อรัง มีเสมหะ
คาร์บอนมอนอกไซด์ ทำให้เม็ดเลือดแดงไม่สามารถจับออกซิเจนได้เท่ากับเวลาปกติ เกิดการขาดออกซิเจน ทำให้ มึนงง ตัดสินใจช้า เหนื่อยง่าย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ
ไฮโดรเจนไซยาไนด์ ก๊าซพิษ ทำลายเยื่อบุผิวหลอดลมส่วนต้น ทำให้ไอเรื้อรัง มีเสมหะเป็นประจำโดยเฉพาะตอน เช้า
ไนโตรเจนไดออกไซด์
ก๊าซพิษทำลายเยื่อบุหลอดลมส่วนปลาย และถุงลม ทำให้ผนังถุงลมบางโป่งพอง ถุงลมเล็กๆ หลายอันแตก รวมกันเป็นถุงลมใหญ่ ทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพอง
แอมโมเนีย
มีฤทธิ์ระคายเคืองเนื้อเยื่อ ทำให้แสบตา แสบจมูก หลอดลมอักเสบ ไอมีเสมหะมาก
สารกัมมันตรังสี ์
ควันบุหรี่มีสารโพโลเนียม 210 ที่มีรังสีอัลฟาอยู่ เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปอด



  ที่มาจาก  http://arucaz.exteen.com/20080211/entry

ทายนิสัย

  ทายนิสัยการ...เลือกอาบน้ำส่วนไหนของร่างกายก่อน
 

พูดถึงเรื่องอาบน้ำหลายคนอาจจะสงสัยว่ามันเกี่ยวข้องอะไรกัน ทำไมถึงได้เลือกเอามาพูดเป็นประเด็นไปได้ก็...แหม ! ลองนึกกันดูสิว่าเวลาที่คุณๆ อาบน้ำกันน่ะ เคยสังเกตตัวเองบ้างไหมว่า เวลาที่คุณเปิดน้ำจากฝักบัว ส่วนไหนที่คุณจ่อฝักบัวก่อนเป็นอันดับแรก หรือใครที่ยังมีตุ่มน้ำที่เปิดน้ำก๊อกรองน้ำไว้อยู่ล่ะก็ ลองสังเกตดูซิว่า คุณเลือกที่จะราดน้ำที่ส่วนไหนของร่างกายก่อน หากนึกออกแล้วก็ไปดูกันซิว่าคุณมีลักษณะนิสัยเป็นอย่างไร

ใบหน้า
หากคุณเลือกที่จะราดน้ำลงบนใบหน้าก่อน นั่นแสดงว่าคุณคิดว่าเงินเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง และคุณจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมาโดยเฉพาะงานพิเศษนอกเวลา คนภายนอกจึงมองดูว่าคุณเป็นคนขยัน ซึ่งในเรื่องเพศตรงข้ามแล้ว คุณไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ โดยเฉพาะเรื่องรูปร่างหน้า และมักจะรู้สึกว่าเพื่อนมีความหมายในชีวิตมากกว่า คุณเชื่อมั่นในตัวเองสูงเกินไป จึงไม่ค่อยสนใจความคิดของคนอื่น โดยทั่วไปแล้วเนื้อคู่ คนที่จะมาเป็นแฟนคุณจะต้องเป็นคนที่คอยรองรับอารมณ์ของคุณ การมีเซ็กซ์จึงเหมือนเป็นการระบายออกทางอารมณ์อย่างหนึ่ง

ผม
หากคุณเลือกที่จะราดน้ำลงบนผมก่อน ถือได้ว่าคุณเองก็เป็นคนที่มีนิสัยอ่อนโยน เป็นคนที่ช่างคิดช่างฝันแล้วคุณก็สามารถทำตามความฝันให้เป็นจริงอย่างตั้งใจได้ สิ่งไหนที่คนอื่นไม่สามารถทำได้แต่คุณกลับทำสิ่งนั้นได้สำเร็จ โดยเฉพาะหากเป็นงานที่ถูกใจคุณด้วยแล้วละคุณจะไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเลยทีเดียว ซึ่งบางครั้งเงินก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับคุณ หากแต่คุณเองมักจะเลือกคบเพื่อนจากหน้าตา ความรู้ เป็นอันดับแรก หากเป็นเรื่องแฟนด้วยแล้วยิ่งต้องเลือกจากหน้าตาเป็นอันดับแรก แม้จะมีเซ็กซ์กันบนเตียงก็ใช่ว่าจะหลับตาตลอดทั้งแมชต์อย่างน้องแน้ทหรอกนะ...

หน้าอก
หากคุณเป็นคนที่เลือกราดน้ำลงบนหน้าอกก่อนเป็นอันดับแรก แสดงว่านิสัยของคุณเป็นที่คนตรงไปตรงมาและไม่ชอบพูดอะไรให้อ้อมค้อมเพราะจะเป็นการเสียเวลาอย่างมาก คุณมักจะยึดถือสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เป็นอันดับแรก การออกแรงจึงไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องทำ และคุณเองก็ไม่ชอบให้ใครมาคัดค้านความคิดเห็นด้วย เพราะคุณคิดว่าสิ่งที่คุณเสนอไปนั้น คือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด เซ็กซ์ของคุณจึงเป็นเซ็กซ์ที่เปิดเผย การได้โชว์ออฟแฟนถือว่าเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง

รักแร้
หากคุณเป็นคนที่เลือกราดน้ำบนรักแร้ก่อน แสดงว่าคุณเป็นคนที่น่าเชื่อถือ และเป็นที่ไว้วางใจสำหรับผู้อื่นได้ แม้ชีวิตนี้จะต้องทำงานหนักแต่คุณก็บ่ยั่น ตามปกติแล้วคุณเป็นคนอ่อนไหวง่ายและจะต้องขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างอยู่เสมอ ความลับของคุณอยู่ในใจและไม่สามารถที่จะบอกใครได้ ยิ่งเวลาที่แอบชอบใครด้วยแล้ว ไม่กล้าที่จะเผยเอ่ยความในใจ อย่างนี้ก็คงจะต้องเก็บเป็นความลับต่อไปแล้วล่ะ ...
บ่า
หากคุณเป็นคนที่เลือกที่จะรดน้ำลงบนบ่าก่อนเป็นอันดับแรกแล้วล่ะก็ แสดงว่าคุณมักจะคิดว่าตัวเองเป็นผู้แพ้เสมอ ทำอะไรจึงไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จเท่าใดนัก ที่ไม่ค่อยเป็นที่ชื่นชอบของใครนักก็เพราะตัวคุณมัวแต่คิดมาก และยังชอบใช้ชีวิตอยู่คนเดียวมากกว่า ที่น่าเป็นห่วงคือคุณจะเอนเอียงและชอบไปทางการพนันและเป็นนักดื่มตัวฉกาจ มองโลกในแง่ลบ เงิน และอำนาจจึงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับคุณ แต่ก็มักจะอยู่กับคุณได้ไม่นาน เรื่องเนื้อคู่คุณเองยังต้องพยายามค้นหาอย่างมาก และต้องหาคนที่นิสัยใกล้เคียงกับคุณด้วย

ส่วนที่ลับเฉพาะ
หากคุณเลือกที่จะราดน้ำลงบนส่วนลับเฉพาะก่อน แสดงว่าคุณเป็นคนขี้อายอย่างแรงและเป็นคนที่ไม่กล้าแสดงออกแถมเป็นคนที่ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง จึงพลอยทำให้คุณมักจะถูกกลั่นแกล้งอยู่เสมอ และกลายเป็นคนที่ไม่ค่อยมีเพื่อนฝูงไปโดยปริยาย ประกอบกับคุณชอบทำตัวน่าเบื่อทำให้คุณเองไม่มีเสน่ห์ดึงดูดใจกับเพศตรงข้าม คุณมักจะรอคอยให้โอกาสมาถึงก่อน อย่างเรื่องเนื้อคู่นั้นคุณมักจะเป็นฝ่ายให้เพศตรงข้ามเป็นฝ่ายเข้าหาก่อน ในเรื่องบนเตียงนั้นเกมรักจึงกลายเป็นสิ่งที่คุณจะต้องคอยตั้งรับอยู่เสมอ

ส่วนอื่นๆของร่างกาย
คุณเป็นคนที่สุดแสนจะธรรมดามาก ๆ ไม่ค่อยเรื่องมาก ทำให้คนอื่นๆ ไม่สามารถมองเห็นถึงความเชื่อมั่นอย่างแรงของคุณ คุณเป็นคนที่มีความสามารถในตัวเองและเวลาที่คุณท้อแท้จะมีคนที่ชอบพอคุณมาก ๆ มาให้กำลังใจ อย่างไรก็ตามคุณต้องไม่แสดงความอ่อนแอออกมา แม้คุณจะเป็นคนที่สุดแสนโรแมนติก คุณก็ได้แต่คิดและไม่กล้าที่จะแสดงออกมา คนรอบข้างของคุณจึงไม่รู้เลยว่าสิ่งที่คุณคิดนั้นใช่สิ่งที่คุณกำลังต้องการหรือเปล่า
อาบน้ำอุ่นปลุกอารมณ์(เซ็กซ์)
ว่ากันว่าการได้สัมผัสกับน้ำอุ่นจากฝักบัว จะทำให้คุณรู้สึกสดชื่น ยิ่งเฉพาะเวลาที่คุณเครียดๆ หรือ ก่อนนอน หากได้อาบน้ำอุ่นแล้วจะช่วยในการผ่อนคลายได้เยอะเลยทีเดียว โดยเฉพาะช่วงเวลาที่คุณค่อยๆรดน้ำจากฝักบัวไปตามจุดต่างๆของร่างกาย โดยเริ่มจากจุดสัมผัสที่เบาบางและไวต่อความรู้สึก คือ หลังซอกหู และจากนั้นค่อยๆ เลื่อนฝักบัวลงมาตามส่วนต่างๆของร่างกายเรื่อยๆ อย่างเบาๆ โดยที่ไม่ต้องเปิดน้ำแรงนัก ค่อยๆ นวดๆ วนๆ ไปตามจุดสัมผัสรักต่างๆ จะช่วยทั้งปลุก ทั้งสร้างอารมณ์(เซ็กซ์)ให้คุณอย่างมากเลยทีเดียว เป็นการกระตุ้น(อารมณ์)ได้อย่างดีจริงๆ



 


  ที่มาจาก http://www.yodtip.com/web/test/test18.asp
 
 
สิ่งมีประโยชน์ที่เรีกว่า " น้ำ"




มาดื่มน้ำเพื่อสุขภาพที่ดีกันเถอะ

                  ร่างกายของคนเรา ต้องดูแลรักษาทำความสะอาดอยู่เสมอ เช่นเดียวกับเครื่องใช้ไม้สอย รถยนต์ ฯลฯ เพื่อให้อยู่ในสภาพที่ดี สามารถใช้งานไปได้นาน ๆ การอาบน้ำ เป็นการทำความสะอาดร่างกายภายนอกการดื่มน้ำที่ถูกหลัก ก็คือ การทำความสะอาดชำระล้างอวัยวะภายในของร่างกายในส่วนประกอบทั้งหมดของร่างกาย มีส่วนที่เป็นของเหลวถึง 3 ใน 4 ส่วน หรือคิดเป็น 85% ของน้ำหนักในตัวคน น้ำอยู่ในทุกส่วนของร่างกาย ได้แก่ โลหิต ในกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น พังผืด แม้นในส่วนที่เป็นของแข็ง เช่น กระดูก เล็บ ฟัน เส้นผม น้ำยังรวมอยู่ในของเสียที่ร่างกายขับถ่ายออกมา เช่น อุจจาระ ปัสสาวะ เหงื่อ น้ำมูก น้ำลาย นั่นก็คือ ร่างกายมนุษย์ มีน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญแม้นแต่ในส่วนที่เล็กที่สุด ชีวิตของคนเรา อาจขาดอาหารได้นานนับเดือน แต่จะขาดน้ำได้เพียง 3 – 7 วันเท่านั้น ฉะนั้นน้ำจึงมีความสำคัญยิ่งต่อร่าง กายและการดำรงชีวิตอยู่มนุษย์รวมถึงสิ่งมีชีวิตทุกอย่าง ร่างกายของคนปกติธรรมดา ต้องการน้ำในชีวิตประจำวันประมาณ 10 แก้ว ใน 1 วัน ( ประมาณ 4,000 ซี.ซี. หรือ 4 ลิตร เป็นอย่างน้อย ) ส่วนผู้ที่ต้องสูญเสียน้ำในร่างกายมากในวันหนึ่ง ๆ เช่น นักกีฬา ผู้ที่ทำงานกลางแดด กรรมกรงานหนัก ต้องเสียเหงื่อจำนวนมาก ย่อมต้องการน้ำมากกว่าคนธรรมดา
ผู้คนเป็นจำนวนมากไม่เห็นความสำคัญของการดื่มน้ำมักดื่มน้ำในเวลาที่คอแห้งและกระหายน้ำมาก ๆ เท่านั้น บางท่านดื่มน้ำอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นผลเสียต่อสุขภาพมาก
การดื่มน้ำไม่เพียงพอ เกิดผลเสียต่อร่างกายดังนี้ โลหิตข้น การไหลเวียนของโลหิตลำบาก หัวใจต้องทำงานหนักในการสูบฉีด ทำให้เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เมื่อยล้า หัวใจเต้นไม่ปกติ บางครั้งหน้ามืด เพราะโลหิตสูบฉีดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ลมหายใจร้อน ไม่สดชื่น นัยน์ตาแห้งขาดน้ำหล่อเลี้ยง ใบหน้าร้อนผ่าว มักเกิดอาการร้อนในบ่อย ๆ เยื่อบุผนังภายในปากอักเสบ น้ำลายมีรสเปรี้ยว มีกลิ่นแรง เจ็บลิ้น ลิ้นเป็นฝ้าสีเหลืองหนา ริมฝีปากแห้งแตก ผิวหนังหยาบไม่ชุ่มชื่นสดใส การขับถ่ายของเสียไม่สะดวก เช่น ท้องผูก ถ่ายลำบาก ปัสสาวะติดขัด มีสีเหลืองเข้ม เป็นเหตุให้ไตพิการ ไตวาย เกิดนิ่งในกระเพาะปัสสาวะอุณหภูมิร่างกายสูง เหงื่อน้อย ตัวเหนียว มีกลิ่นตัวแรง
อาการดังกล่าว บ่งบอกถึงการที่ร้างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ ผลดีจาการดื่มน้ำที่เพียงพอและถูกหลัก โลหิตเหลวไม่ข้น การไหลเวียนเป็นไปได้ง่าย สูบฉีดดี หัวใจไม่ทำงานหนัก ไม่เมื่อยล้า ไม่เหนื่อยง่าย หัวใจปรกติมีประสิทธิภาพดีแข็งแรง ลมหายใจสดชื่น หายใจโล่งเย็น นัยน์ตาสดใสเป็นประกายมีน้ำหล่อเลี้ยงแวววาวตลอด ไม่มีเส้นเลือดแดงกล่ำ ไม่แสบตา ไม่ร้อนใน ปากและลิ้นสะอาด ผิวกายใบหน้าชุ่มชื่น เต่งตึง เป็นสีชมพูของเลือดดี การขับถ่ายของเสียสะดวก ไม่ท้องผูก ปัสสาวะใส สะอาด ไม่ปวดหลังและบั้นเอว สุขภาพไตดี น้ำจะช่วยปรับอุณหภูมิของร่างกายให้ปรกติ รูขุมขนมีเหงื่อชุ่มเย็นเสมอ ลักษณะดังกล่าว เป็นผลดีที่เกิดจาการดื่มน้ำให้เพียงพอและถูกต้อง
…………………..
การดื่มน้ำให้ถูกต้องเพื่อสุขภาพที่ดี
มีหลักปฏิบัติที่จดจำง่าย ๆ ดังนี้
1. น้ำดื่ม เป็นน้ำธรรมดา ไม่เป็นน้ำที่ร้อนมากหรือที่เย็นจัด ถ้าเป็นน้ำอุ่น ๆ เล็กน้อย ดื่มในตอนเช้าจะทำให้การขับถ่ายดีขึ้น ลำไส้สะอาด
2. ระยะเวลาที่ดื่มน้ำ ในวันหนึ่ง ( อาจเปลี่ยนแปลงได้เล็กน้อยตามความสะดวก )
ตื่นนอนตอนเช้า ดื่มน้ำ 1 แก้ว ( แก้วบรรจุ 400 :ซี.ซี.)
ตอนสาย ดื่มน้ำ 2 แก้ว (เวลาประมาณ 9.00 – 10.00 น.)
ตอนบ่าย ดื่มน้ำ 3 แก้ว (เวลาประมาณ13.00 – 14.00 น.)
ตอนเย็น ดื่มน้ำ 3 แก้ว (เวลาประมาณ 19.00 – 20.00 น.)
ก่อนเข้านอน ดื่มน้ำ 1 แก้ว เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนชะล้างสิ่งตกค้างในลำไส้แลกระเพาะอาหาร ถ้าเป็นน้ำอุ่นจะช่วยให้หลับสบายดีขึ้น รวมแล้วให้สามารถดื่มเปล่าได้วันละ 10 แก้ว นอกเหนือจากนั้น ท่านสามารถดื่มน้ำผลไม้ น้ำนม ฯลฯ ได้อีกไม่จำกัด
3. ข้อควรจำ
3.1 ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำครั้งละ 2 – 3 แก้วติดต่อกันทันที ดื่มตามปรกติสบาย ๆ ผู้ที่ดื่มครั้งแรก ๆ จะรู้สึกคลื่นไส้นิดหน่อย เป็นอาการปรกติธรรมดา ทั้งนี้เพราะผนังลำไส้และกระเพาะอาหารขยายตัวขึ้น ต่อไปจะไม่มีอาการอีก สามารถดื่มได้ง่ายและเกิดความชื่นชอบ รู้สึกสดชื่นสบายที่ได้ดื่มน้ำมาก ๆ
3.2 เมื่อดื่มน้ำไปสักครู่หนึ่งจะปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะครั้งแรก ๆ จะมีสีเหลืองขุ่น กลิ่นฉุน เนื่องจากน้ำที่ดื่มไปชะล้างไตให้สะอาด ไตเป็นเสมือนเครื่องกรองน้ำของร่างกาย
3.3 อย่าดื่มน้ำมากก่อนที่จะรับประทานอาหาร ( ควรงดดื่มน้ำมากสักครึ่งชั่วโมงก่อนรับประทานอาหาร ) และหลังรับประทานอาหารเสร็จใหม่ ๆ ก็ไม่ควรดื่มน้ำมาก ๆ ทันที
3.4 การรับประทานอาหารพร้อมกับดื่มน้ำตลอดเวลาเป็นนิสัยที่ควรหลีกเลี่ยง หากรู้สึกฝืดคอในระหว่างรับประทานอาหาร ให้ซดน้ำซุบแกงจืดแทน การดื่มน้ำมากในระหว่างรับประทานอาหารทั้งก่อนหน้าและหลังอาหารทันทีจะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจาง การย่อยเป็นไปได้ไม่ดี
3.5 ไม่ควรรับประทานอาหารในแต่ละมือจนอิ่มแน่นท้องเกินไป ควรให้อิ่มพอดีแล้วรับประทานผลไม้สดจะทำให้สะอาดคอ แล้วจิบน้ำตามนิดหน่อยท่านจะรู้สึกสบายท้อง หลังจากนั้นสักครึ่งชั่วโมงจึงดื่มน้ำตามปรกติ หากท่านได้ดื่มน้ำถูหลักเช่นนี้เป็นประจำ จะเป็นผู้ที่มีสุขภาพอนามัยดี ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่าแข็งแรงสามารถที่จะประกอบภาระกิจการงานได้ดียิ่งๆ ขึ้นไปไป --------------------------------------------------------------------------------------
 
ที่มาจากRef : http://schoolnet.nectec.or.th/library
          ประโยชน์ของกาแฟ


                                                      

                                    กาแฟ  :  คุณประโยชน์ต่างๆของกาแฟ
          ประโยชน์ของกาแฟมีมากมายหลายอย่างด้วยกัน  ทั้งช่วยผ่อนคลายความเครียด  ช่วยบำบัดโรคบางชนิด นอกจากนี้กาแฟยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของตัวระงับความเจ็บปวด โดยเฉพาะประโยชน์ของกาแฟในการรักษาไมเกรน และกาแฟยังสามารถกำจัดโรคหืดในผู้ป่วยบางคนได้ด้วย คุณประโยชน์บางอย่างของกาแฟอาจส่งผลต่อเพศใดเพศหนึ่งเท่านั้น ตัวอย่างเช่น กาแฟได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยลดการฆ่าตัวตายในผู้หญิง และกาแฟยังช่วยป้องกันนิ่วและโรคถุงน้ำดีในผู้ชาย นอกจากนี้กาแฟยังช่วยลดโอกาสเกิดโรคเบาหวานในทั้งสองเพศ และลดเพียงประมาณ 30% ในผู้หญิง แต่ลดมากกว่า 50% ในผู้ชาย กาแฟยังช่วยลดความเสี่ยงของรคตับแข็งและกาแฟยังป้องกันมะเร็งในปลายลำไส้ใหญ่และกระเพาะปัสสาวะ กาแฟสามารถความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งในเซลล์ตับ ซึ่งเป็นประเภทหนึ่งของมะเร็งตับ (Inoue, 2005) และสุดท้ายกาแฟช่วยลดโอกาสเกิดโรคหัวใจ ถึงแม้จะยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า เป็นเพราะมันกำจัดไขมันในเส้นเลือด หรือเพราะว่ามันเป็นมีผลกระตุ้นกันแน่
ยังมีข้อดีอื่น ๆ ของกาแฟที่เป็นเหตุผลให้คนส่วนใหญ่นิยมดื่มกาแฟ เช่น กาแฟช่วยเพิ่มความจำระยะสั้น (short term recall) และกาแฟช่วยเพิ่มไอคิว นอกจากนี้กาแฟยังช่วยเปลี่ยนระบบเมตาบอลิซึมให้มีสัดส่วนของลิพิดต่อคาร์โบไฮเดรตที่ถูกเผาผลาญสูงขึ้น ซึ่งช่วยลดอาการล้ากล้ามเนื้อของนักกีฬา
คุณประโยชน์เหล่านี้บางอย่างจะได้ผลเมื่อดื่มกาแฟเพียงประมาณ 4 ถ้วยต่อวัน (24 ออนซ์) แต่บางอย่างก็ต้องดื่มถึง 6 ถ้วยหรือมากกว่านั้น (32 ออนซ์หรือมากกว่า)
กาแฟนอกจากจะให้ประโยชน์ด้านต่างๆแล้ว  แต่ก็ให้โทษกับผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด ซึ่งอาจต้องงดการดื่มกาแฟหรือดื่มให้น้อยลง

ประโยชน์ของกาแฟต่อร่างกาย
1.การดื่มกาแฟเป็นประจำ ช่วยป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ B มีผู้วิจัยพิสูจน์แล้วว่า กาแฟมีประโยชน์ในการป้องกัน โรคดังกล่าว
2.  การดื่มกาแฟเป็นประจำ ช่วยป้องกันโรคหอบ โรคนี้ คือ อาการ ภูมิแพ้ชนิดหนึ่ง โดยทั่วไปเมื่อมีประสาทสำรองไม่ถูกกระตุ้น จะไม่มีอาการหอบเกิดขึ้นง่ายๆ แต่ถ้าหากประสาทสัมผัสสำรองถูกกระตุ้น จะเกิดอาการหอบทันที และคาเฟอีนในกาแฟจะระงับการตึงเครียดของประสาทสัมผัสสำรอง ลดการเกิดโรคหอบ
3. การดื่มกาแฟเป็นประจำ ช่วยลดการเกิดโรคตับจากสุรา ตามที่นักวิชาการสำรวจแล้วพบว่า กาแฟช่วยลดผลร้ายที่จะมีต่อตับ แต่ยังต้องวิจัยต่อไปว่า สารใดที่มีประโยชน์ดังกล่าว และมีผลต่อสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดโรคตับแข็งหรือไม่ นอกจากแอลกอฮอล์
4. การดื่มกาแฟเป็นประจำ ช่วยป้องกันมะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ และมะเร็งในช่องปาก จากผลการทดลองจริง พบว่ากาแฟมีประสิทธิภาพป้องกันโรคขั้นต้น โดยเฉพาะในคาเฟอีนมีกรดอะซิติก ที่ช่วยป้องกันโรค
5. การดื่มกาแฟเป็นประจำ ช่วยขับไล่ความชรา ออกซิเจนเป็นสารที่ร่างกายต้องการมากก็จริง แต่ถ้ามีออกซิเจนมากไป ทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งสูงและแก่เร็ว โดยเฉพาะกาแฟที่เข้มข้น จะทำให้ออกไซด์แตกตัว ลดการเกิดมะเร็งได้ กระตุ้นการเผาผลาญอาหารในร่างกาย
6. การดื่มกาแฟเป็นประจำ ช่วยกาแฟลดอัตราคอเลส-เตอรอล ป้องกันโรคหัวใจ ในกาแฟมีนิโคติน แต่ไม่ใช่ชนิดเดียวกับในบุหรี่ แต่เป็นวิตามิน B รวมชนิดหนึ่ง ที่ร่างกายต้องการ ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด จึงป้องกันโรคหัวใจ และหลอดเลือดแข็งตัว
7. การดื่มกาแฟเป็นประจำ ช่วยละลายไขมัน กาแฟที่ทานหลังอิ่มอาหาร ช่วยให้ไขมันแตกตัว และให้พลังงานทดแทนจึงลดความอ้วนได้
8. กาแฟเพิ่มไขมันชนิดดีให้ร่างกาย ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว ตามผลการวิจัยพบว่า คนที่ดื่มกาแฟบ่อยๆ จะมีไขมันชนิด (HDL) เพิ่มขึ้น ซึ่งไขมันชนิดนี้จะขับไล่คอเลสเตอรอลออกไป ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว
9. การดื่มกาแฟเป็นประจำ ช่วยแก้ปวดศีรษะ กาแฟมีส่วนผสมของคาเฟอีนที่ขยายหลอดเลือด ระงับอาการปวดได้เช่นเดียวกับยาแก้ปวด และยังช่วยขับปัสสาวะ ละลายไขมันในเส้นเลือด และช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ เนื่องจากเมาสุราได้
10. การดื่มกาแฟเป็นประจำ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในสมองและสมรรถภาพสมอง มีผู้เชี่ยวชาญสรุปผลการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาว่า ความหอมของกาแฟช่วยกระตุ้นสมองให้ทำงานได้เร็วขึ้น และมีสมาธิ ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น นั้นเป็นเพราะกลิ่นกาแฟ ทำให้เลือดไหลเวียนในสมองเพิ่มขึ้น
11. ดื่มกาแฟเล็กน้อยทำให้น้ำย่อยในกระเพาะหลั่งดีขึ้น ไขมันแตกตัว หากได้ดื่ม กาแฟเล็กน้อยหลังทานอาหารเสร็จ คาเฟอีน ในกาแฟจะมีประโยชน์ต่อกระเพาะโดยตรง น้ำย่อยที่กระเพาะและตับอ่อนเพิ่มขึ้น ไขมันถูกเผาผลาญ


ที่มาจาก  http://www.coffeemade.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=298296

ประโยชน์ของใบฝรั่ง

 

ฝรั่งใบแก้ท้องร่วงดับกลิ่น

   ใบฝรั่งมีฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร ลดการบีบรัดตัวของลำไส้ เพราะมีสารแทนนิน จัดเป็นยาสมาน รักษาอาการท้องร่วงเฉียบพลันได้ดี ซึ่งเห็นนักเภสัชศาสตร์ มักนำยอดอ่อนของฝรั่ง ปิ้งไฟต้มน้ำดื่ม หรือใช้ใบฝรั่ง 10-15 ใบ บดผสมน้ำ 1 แก้ว กรองแล้วต้ม 3 นาที เหยาะเกลือ ดื่มแก้ปวดท้อง และ ยังสามารถดับกลิ่นปาก ดับกลิ่นลมหายใจเหม็นไดด้วย
ในใบฝรั่งมีสาร quercetetin มีฤทธิ์ยับยั้งการสังเคราะห์สาร postaglandin ใช้รักษาโรคอหิวาตกโรคต่อประสาท มีฤทธิ์คล้ายมอร์ฟีนป้องกันโรคลักปิดลักเปิด มีวิตมินซีมาก  ต้านเชื้อแบคที่เรียและไวรัส

           ดังนั้น ใบฝรั่งจึงถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางยา เช่น แก้ท้องร่วง ล้างแผลสด แก้เหงือกบวม พิษเรื้อรัง ดูดหนองฝี รักษาโรคตามผิวหนัง แก้แพ้ยุง ดับกลิ่นปาก กลิ่นสุรา ผสมปรุงกลิ่นเครื่องสำอาง และน้ำยาบ้วนปาก
           ปัจจุบันมียาสำเร็จรูปจากใบฝรั่ง ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษเรียก กวาว่ แคปซูล บรรจุแคปซูลละ 250 มิลลิกรัม รับประทาน 3-5 เม็ดทุก 6 ชั่วโมง แก้อาการท้องเสีย
           ประโยชน์ทางโภชนาการ เป็นผลไม้ที่เต็มไปด้วยวิตามินซี โดยเฉพาะในผลสุแต่ไม่นิยมรับประทานเพราะมีกลิ่นฉุน ผลสุกจึงถูกนำมาแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ผสมด้วยน้ำสมุนไพรสำเร็จรูปหลายชนิด ส่วนน้ำฝรั่งที่ซื้อตามร้านอาหาร จะเป็นสีเขียวสวยงาม นั่นเป็นเพราะเจือสี ทางที่ดีทำเองก็ได้ง่ายๆ โดยนำฝรั่งสุก มาล้างให้สะอาด นำมาบดและเติมน้ำเพื่อสะดวกแก่การคั้นน้ำระหว่างบดควรเหยาะเกลือนิดหน่อย เนื่องจากเกลือจะช่วยป้องกันการเกิดยางสีดำจากผลฝรั่ง จากนั้นกรองกากทิ้งจะได้น้ำฝรั่ง ผสมน้ำเชื่อจะได้น้ำฝรั่งสดถูกหลักอนามัย เก็บในภาชนะเคือบหรือภาชนะแก้ว ปิด ฝาให้สนิท แช่ในตู้เย็น อยู่ได้นาน 5-7 วัน ไม่ควรใช้ภาชนะเหล็ก เพราะเหล็กจะทำปฏิกริยาทำให้ละลายสารในผลฝรั่ง ได้น้ำสีเขียวจนดำเป็นอันตรายต่อร่างกาย
           ถ้ามีกลิ่นสาบสางจากซากหนู ที่ตายเหม็นเน่าตามซอกหลืบต่างๆ ให้รีบหาฝรั่งสุก 2-3 ลูก วางทิ้งไว้ในรัศมีของกลิ่นเหม็นโชย จะพบว่ากลิ่นไม่พึงประสงค์นั้นจะค่อยๆหายไป


ที่มาจาก  www.dekgeng.com

วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ประโยชน์ของการท่องเที่ยวเชิงเกษตร



ประโยชน์ของการท่องเที่ยวเชิงเกษตร
         ผลจากการท่องเที่ยวเชิงเกษตรนับว่าเป็นการสร้างรายได้โดยตรงให้กับเกษตรกรผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ผลิต นักท่องเที่ยวเดินทางเยี่ยมชมแล้ว ยังได้ซื้อผลิตผลต่าง ๆ ที่เกษตรกรได้จัดทำในอาชีพปกติ เช่น
                1.)  สามารถจำหน่ายต้นอ่อนและเมล็ดพันธุ์ เพื่อนักท่องเที่ยวซื้อกลับไปทดลองปลูกหรือไม่บางคนอาจนำไปขยายอาชีพเสริมต่อ เป็นเกษตรกรใหม่เพิ่มขึ้น เป็นการสร้างงานสร้างอาชีพใหม่ได้
                  2.)  สามารถขายผลผลิตที่เก็บได้ส่งให้กับนักท่องเที่ยวโดยตรง ช่วยขยายตลาดขายปลีกและขายส่งให้กับเกษตรกรได้
                 3.) 
ผลผลิตบางชนิดที่จำหน่ายสดไม่ทันสามารถแปรรูปเป็นผลผลิตอีกรูปแบบหนึ่ง จัดทำเป็นของแห้ง เป็นการถนอมอาหาร จำหน่ายให้นักท่องเที่ยวเป็นรายได้ที่เพิ่มพูนจากเดิม                  4.)  มีส่วนแนะนำธุรกิจการเกษตรเพิ่มขึ้นนักท่องเที่ยวและเกษตรกรที่ได้แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด สามารถช่วยขยายผลจากการทำการเกษตรต่อไปทางธุรกิจอื่น ๆ ได้อีก นับเป็นการสร้างงานสร้างอาชีพเพิ่มขึ้น อาทิ การทำธุรกิจผลไม้สดกับเครื่องจักสาน เครื่องบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น                   5.)  การจัดการท่องเที่ยวแวะพัก   ชมสวนเกษตร    ยังทำให้เพื่อนบ้านสามารถขาย
สินค้า ทั้งจากสวนเกษตร และสินค้าจำพวกอาหาร เครื่องดื่มได้เพิ่มขึ้น






ที่มาจาก   www.kmitl.ac.th

ดนตรีมีประโยชน์กว่าที่คิด

ดนตรีมีประโยชน์กว่าที่คิด

 
ดนตรีเป็นเรื่องของ “เสียง” ที่เราได้ยินกันเป็นประจำผ่านทางสื่อประเภทต่างๆ ดนตรีในปัจจุบันมีหลากหลายประเภท ป็อบ ร็อค แร็พ แจ๊ส ลูกทุ่ง หมอลำ เพลงคลาสสิค เพลงไทยเดิม ฯลฯ ซึ่งเปรียบเสมือนอาหารนานาชนิดที่มีรสเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ที่เรากินกันอยู่ทุกวัน 
       
      ดังนั้นสิ่งที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้ก็คือ ดนตรีเป็นสิ่งหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเราทุกคน โดยเฉพาะกับเด็กแล้วนั้น “ดนตรีกับเด็ก” นับว่าเป็นสิ่งที่ผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง เพราะดนตรีเป็นสื่อที่ตอบสนองต่อธรรมชาติของเด็กโดยตรงและสร้างความสุขให้เด็กได้อย่างง่ายๆ และที่สำคัญดนตรีเป็นเหมือนทางลัดที่คุณพ่อคุณแม่สามารถนำมาใช้ในการช่วยส่งเสริมพัฒนาการในด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเด็กได้เป็นอย่างดี

ดนตรีดีต่อเด็กอย่างไร?
 

 
1. ดนตรีช่วยพัฒนาทางด้านร่างกาย

      เราจะสังเกตเห็นได้ว่าเมื่อเด็กได้ยินเสียงดนตรีที่มีทำนองและจังหวะที่สนุก เด็กก็จะกระโดดโลดเต้น เคลื่อนไหวร่างกาย ตามเสียงดนตรีอย่างมีความสุขสนุกสนาน ซึ่งเป็นการช่วยให้เด็กๆมีร่างกายแข็งแรงเพราะได้บริหารกล้ามเนื้อทุกส่วนร่างกาย  เช่น แขน ขา นิ้วมือ คอ ไหล่
 


 
 
2. ดนตรีช่วยพัฒนาทางด้านอารมณ์และจิตใจ

      อารมณ์ความรู้สึกของคน มีขึ้นมีลงคล้ายท่วงทำนองของเสียงดนตรี ดนตรีที่มีจังหวะช้าจะทำให้เด็กมีอารมณ์ผ่อนคลาย สงบ มีสมาธิ และช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้อ่อนโยน ในขณะที่ดนตรีที่มีจังหวะเร็ว จะทำให้เด็กๆมีอารมณ์แจ่มใส และมีจิตใจที่เบิกบาน
3. ดนตรีช่วยพัฒนาทางด้านสังคม 

    - กิจกรรมดนตรีแบบกลุ่ม คือการที่เด็กๆได้ทำกิจกรรมดนตรีร่วมกับผู้อื่น เช่น การร้องเพลง เต้นระบำ รำละคร หรือ       การตั้งวงดนตรี เล่นกับคุณพ่อคุณแม่พี่ๆน้องๆในบ้านหรือกับเพื่อนๆที่โรงเรียน เป็นการช่วยส่งเสริมให้เด็กๆได้           รู้จักการปรับตัวเข้ากับผู้อื่นและได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีขึ้น
    - กิจกรรมดนตรีแบบเดี่ยว เช่น การเล่นดนตรี การร้องเพลง หรือการเต้นระบำรำฟ้อนคนเดียวต่อหน้าคนอื่น ช่วย          พัฒนาบุคลิกภาพและสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้แก่เด็ก ทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้เด็กได้แสดงความสามารถ          ให้เป็นที่ยอมรับของผู้อื่น ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เด็กเห็นคุณค่าในตัวเอง (self-esteem) และตระหนักถึงคุณค่า         ของตัวเอง (Ego Asset)
 

 

4. ดนตรีช่วยพัฒนาทางด้านสติปัญญา
    - ดนตรีช่วยพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์ เช่นเมื่อเด็กได้ฟังหรือร้องเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องของจำนวน และ         การนับ หรือการที่เด็กได้หัดอ่านโน้ตดนตรี
    - ดนตรีช่วยพัฒนาทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ เช่นเมื่อเด็กได้ร้องเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับธรรมชาติจากเนื้อเพลงที่         เกี่ยวกับสัตว์ ต้นไม้ รุ้งกินน้ำ พระจันทร์ ดวงดาว
    - ดนตรีช่วยพัฒนาทักษะทางด้านภาษา เช่น เด็กได้เรียนรู้คำศัพท์ต่างๆทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศผ่านทาง       เนื้อเพลง
    - ดนตรีช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ เช่นเมื่อเด็กๆฟังเพลงแล้วคิดท่าเต้นแบบต่างๆได้ด้วยตนเอง หรือแปลงกาย       เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ การที่เด็กได้คิดค้นวิธีเล่นเครื่องดนตรีประเภทต่างๆ หรือการที่เด็กแต่งเนื้อเพลงหรือทำนองเพลง         ด้วยตัวของเขาเอง
      
         ดนตรีเหมือนขนมของหนูๆที่กินแล้วทั้งสนุก แถมได้รสชาติที่แสนอร่อย และยังเป็นขนมที่มีความพิเศษคือมีประโยชน์แก่ร่างกาย อารมณ์  และจิตใจ สังคมและสติปัญญาของหนูๆอีกด้วย รู้อย่างนี้แล้วคุณพ่อคุณแม่อย่ารอช้า ไปเลือกหาดนตรีขนมอร่อยจานนี้ให้กับพวกเขากันดีกว่า เอ๊ะหรือว่าจะร่วมกันปรุง ร่วมกันแต่งขึ้นมากับพวกหนูๆของเราก็ได้นะ ไม่สงวนลิขสิทธิ์แต่อย่างใด (^_^)
ที่มาจาก   www.oknation.net




เหตุผลที่ควรหลีกเลี่ยง น้ำตาลทราย

     












 คำกล่าวที่ว่า หวานเป็นลม ขมเป็นยา ยังคงเป็นความจริง เพราะแม้น้ำตาล จะให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่ก็มีผลเสียต่อสุขภาพ เป็นของแถมตามมาอีกหลายโรค ลองดูเหตุผลต่อไปนี้ ก่อนกินน้ำตาลคราวต่อไป
 
1.
เมื่อเรากินน้ำตาลมากเกินไป โดยเฉพาะน้ำตาลเชิงเดี่ยว (น้ำตาลทราย น้ำผึ้ง น้ำตาลในผลไม้ น้ำตาลในนม) น้ำตาลจะเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้เลือดมีสภาวะเป็นกรดมากเกินไป ร่างกายเกิดภาวะไม่สมดุล จึงมีการดึงแร่ธาตุจากส่วนต่างๆ ภายในร่างกายมาแก้ไขความไม่สมดุล
 
2.
ทำให้เกิดไขมันสะสม น้ำตาลจะถูกเก็บไว้ที่ตับ ในรูปของไกลโคเจน แต่ถ้ามีมากจนเกินไป ตับก็จะส่งไปยังกระแสเลือด และเปลี่ยนเป็นกรดไขมัน โดยจะสะสมไว้ในส่วนของร่างกาย ที่มีการเคลื่อนไหวน้อย เช่น สะโพก ก้น ขาอ่อน หน้าท้อง
 
3.
หากยังคงรับประทานน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง กรดไขมันจะสะสมไว้ที่อวัยวะภายในอื่นๆ เช่น หัวใจ ตับ และไต ดังนั้น อวัยวะเหล่านี้จะค่อยๆ ถูกห่อหุ้มด้วยไขมันและน้ำเมือก ร่างกายจะเริ่มผิดปกติ ความดันเลือดจะสูงขึ้น
 
4.
การรับประทานน้ำตาลมากเกินไป มีผลต่อการทำงานของสมอง ทำให้รู้สึกง่วงหงาวหาวนอน
 
5.
อาการปวดศีรษะเรื้อรัง เป็นตะคริวเวลามีรอบเดือน เป็นสิว ผื่น แผลพุพอง ตกกระ แผลริดสีดวงทวาร ไมเกรน เบาหวาน วัณโรค โรคหัวใจ มะเร็งตับ เหล่านี้ล้วนสัมพันธ์ กับการรับประทานน้ำตาลมากเกินไป
 
6.
น้ำตาลทำให้อาการของโรคติดเชื้อที่เป็นอยุ่ ทวีความรุนแรงขึ้น เพราะเชื้อโรคทุกชนิดใช้น้ำตาลเป็นอาหาร
 
7.
น้ำตาลนอกจากจะมีผลต่อผู้ใหญ่แล้ว ยังมีผลต่อเด็กอีกด้วย เพราะถ้าหากเด็กกินน้ำตาล ในปริมาณที่มากจนเกินไป จะทำให้เด็กเป็นโรคกระดูกเปราะ และฟันผุได้ และอาจเป็นคนโกรธง่าย ไม่มีสมาธิในสิ่งที่ทำอยู่


ที่มาจาก   www.yourhealthyguide.com/
7 อาหารต้านเครียด





            "You are what you eat." ยังเป็นคำกล่าวที่ใช้ได้ทุกสมัย คนเรากินอะไรเข้าไปก็ได้ผลลัพธ์อย่างนั้น และอาหาร 7 ชนิดต่อไปนี้ นอกจากจะอิ่มอร่อยแล้วยังช่วยลดความเครียดได้ด้วย   ถั่วเปลือกแข็ง เช่น อัลมอนด์ พิสตาชิโอ และวอลนัท
      รับประทาน เป็นประจำเพียงวันละ 1 กำมือ จะได้รับวิตามินอีในปริมาณเพียงพอที่จะไปช่วยเสริมภูมิต้านทานแก่ร่างกาย ทั้งยังมีวิตามินบีที่ช่วยรับมือกับความเครียด ความตื่นเต้น หรือเป็นกังวลได้อีกด้วย หากต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ตึงเครียด หรือน่าตื่นเต้นอย่าลืมให้ถั่วเปลือกแข็งเป็นตัวช่วยนะคะ
     อะโวคาโด
      ผลไม้ สี เขียวเนื้อนุ่มเนียน อันเป็นแหล่งอุดมด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและ โพแทสเซียม ช่วยลดความดันโลหิต ช่วยลดความกังวลและความกระวนกระวายได้อย่างดี ทราบหรือไม่ว่า อะโวคาโดเพียงครึ่งผลนั้นให้โพแทสเซียมมากถึง 487 มิลลิกรัม ซึ่งมากพอสำหรับความต้องการในแต่ละวัน
     นมขาดมันเนย      คงเคยทราบกันว่า การดื่มนมอุ่นๆ 1 แก้วก่อนนอนช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับ และคลายความเมือยล้าได้ เพราะแคลเซียมในน้ำนมจะส่งผลให้กล้ามเนื้อคลายตัว และลดอาการปวดตึง ผู้เชียวชาญจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียกล่าวว่า นมขาด-มันเนย 1แก้ วช่วยลดอาการผิดปกติในสตรีวัยหลังหมดประจำเดือนได้ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์แปรปรวน เครียด หงุดหงิดง่าย หรือขาดสมาธิ เป็นต้น
     ข้าวโอ๊ตหรือข้าวกล้อง
      แหล่ง พลังงานคาร์โบไฮเดรตและใยอาหารชั้นเยี่ยม คาร์โบไฮเดรตช่วยให้สมองหลั่งสารแห่งความสุขที่ชื่อ เซโรโทนิน ทุกครั้งที่คุณกินแป้ง สารแห่งความสุขตัวนี้ก็จะค่อยๆ หลั่งออกมา แต่ในการรับประทานข้าวโอ๊ต และข้าวกล้อง สิ่งที่คุณจะได้รับนอกจากสารแห่งความสุขแล้วก็คือใยอาหารทีมีส่วนช่วยใน การขับถ่ายนั่นเอง
     ส้ม      แหล่งอุดม วิตามินซี มีรายงานวิจัยจาก ประเทศเยอรมนีว่าการบริโภควิตามินซีวันละ 3,000 มิลลิกรัมช่วยลดระดับคอร์ติซอลหรือ ฮอร์โมนเครียดให้เข้าสู่ระดับปกติได้อย่างรวดเร็ว วันใดที่คุณเครียดลองกินส้มดูนะคะ 
     ปลาแซลมอน      กรดไขมันโอ เมก้า - 3 ที่มีอยู่มากมายในเนื้อปลาแซลมอนเป็นศัตรูตัวฉกาจของฮอร์โมนเครียด เพราะทำหน้าที่กักเก็บไม่ให้ความเครียดไหลพุ่งออกมาเหมือน น้ำพุ ทั้งยังช่วยบำรุงหัวใจด้วย มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญว่า ควรรับประทานปลาแซลมอนครั้งละ ประมาณ 100 กรัม อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง จะช่วยให้สุขภาพดีและไม่เครียดค่ะ
     ผักโขม
      เต็มไป ด้วยแมกนีเซียมที่ช่วยลดระดับความเครียด หากเราขาดแมกนีเซียมจะทำให้ปวดศีรษะคล้ายไมเกรน และอ่อนเพลีย ผักโขมเพียง 1 ถ้วยตวงมีปริมาณ แมกนีเซียมมากถึง 40 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน อย่าลืมให้ผักโขมอยู ่ในเมนูอาหารมื้อต่อไปนะคะ

    เห็นไหมคะว่าการกินนั้นช่วยให้คุณคลายความเครียดได้ง่ายนิดเดียว

ขอขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต


ที่มาจาก  www.health.giggog.com/health-tips
ช็อกโกแลต    :เพื่อสุขภาพและความงาม

ช็อกโกแลตเป็นขนมสุดโปรดของทุกเพศทุกวัยหลายคนส่ายหัวกลัวอ้วนแต่ก็อดไม่ได้ที่จะแอบชิมเล็กน้อยว่าแล้วมาดูประโยชน์และโทษกันดีกว่า

ช็อกโกแลต, สุขภาพและความงาม


ว่าถึงข้อดีก่อนการวิจัยหลายสำนักบอกว่าสารฟลาโวนอยด์ส ที่มีอยู่ในช็อกโกแลตช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระป้องกันมะเร็งบางชนิดและป้องกันไม่ให้เกิดคราบไขมันสะสมที่ผนังหลอดเลือดหัวใจนอกจากนี้ยังเพิ่มการไหลเวียนของเลือดป้องกันความดันโลหิตสูงและยังช่วยบรรเทาอาการท้องเสียได้อีกด้วยส่วนสารทีโอโบรไมน์ (Theobromine) มีฤทธิ์คล้ายกาเฟอีนช่วยหยุดอาการไอเรื้อรังได้ ส่วนสารเฟนิลไทลามิน (Phenylethylamine) เชื่อว่าสามารถผลิตความรู้สึกที่เรียกว่า“รัก”ได้

ช็อกโกแลต, สุขภาพและความงาม


นอกจากผลทางสุขภาพผู้คนก็นิยมนำมาพอกตัวทำสปาเพื่อผิวพรรณความงามภายนอก ผลลัพธ์ที่ออกมาก็จะได้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสเพราะช็อกโกแลตมีวิตามินเอและอีที่จะเป็นตัวช่วยเสริมสร้างเซลล์ผิวรักษาความชุ่มชื่นให้กับผิวกายช่วยชะลอความแก่เหี่ยวย่น นอกจากนี้แมกนีเซียมในช็อกโกแลตยังช่วยคลายกล้ามเนื้อผ่อนคลายความตึงเครียดจากอาการเหนื่อยล้าได้เช่นกัน

แต่ของทุกอย่างมีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย อย่างสารเฟนิลไทลามินทีโอโบรไมน์และกาเฟอีนอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตสูงได้ นอกจากนี้ช็อกโกแลตยังให้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรตไขมันวิตามินเอดีเคและธาตุเหล็กค่อนข้างสูงหากกินมากเกินไปอาจส่งปัญหาด้านสุขภาพทำให้เป็นโรคต่างๆได้เช่นโรคอ้วนความดันโลหิตสูงเป็นต้น

ว่าแล้วก็เข้าตำราเดินทางสายกลางจะดีกว่านะ


ขอบคุณที่มา : whoweeklymagazine


การดูแลสุขภาพ เชื้อโรคร้าย ที่มาจากเครื่องใช้ IT

การดูแลสุขภาพ เชื้อโรคร้าย ที่มาจากเครื่องใช้ IT

it ไอที คอมพิวเตอร์

โดย: ผศ.นสพ.ดร.ศุภชัย เนื้อนวลสุวรรณ ภาควิชาสัตว์แพทยสาธารณสุข คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

          การใช้ชีวิตในปัจจุบันของเรานั้นมีเครื่องอำนวยความสะดวกมากมาย โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องใช้ IT อาทิ โน้ตบุ๊ก แล็ปท็อป คอมพิวเตอร์ ซึ่งส่วนประกอบของอุปกรณ์ทั้งคีย์บอร์ด และเม้าส์ ล้วนสัมผัสโดยตรงกับตัวผู้ใช้ แล้วอุปกรณ์เหล่านี้นี่เองที่เป็นประตูของเชื้อโรคสู่ร่างกาย

          หมอซุปเชื่อครับว่า ตั้งแต่เริ่มใช้อุปกรณ์เหล่านี้ คงนับคนได้เลยที่จะมีการทำความสะอาด หรือฆ่าเชื้อโรคหน้าสัมผัสของอุปกรณ์เหล่านี้ และจนถึงวาระสุดท้ายของเครื่องมือเหล่านี้ ไม่ว่าจะล้าสมัย หรือเสียหายคามือ ก็ยังไม่เคยได้ลิ้มรสความสะอาดเลย

          ประเด็นที่หมอซุปอยากจะกระตุ้นเตือนบรรดาผู้ใช้งานคือ ให้ระมัดระวังเรื่องความสะอาด รวมไปถึงการปนเปื้อนของเชื้อโรค ซึ่งการใช้มือ นิ้วมือแตะสัมผัสกับคีย์บอร์ด กุมเม้าส์ เพื่อสั่งงานคอมพิวเตอร์นั้นย่อมได้รับเชื้อโรค สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้งานส่วนบุคคลก็อาจจะพอควบคุมความสะอาดได้บ้าง แต่อุปกรณ์ที่มีการใช้งานอย่างสาธารณะ โดยเฉพาะร้านอินเทอร์เน็ต จุดบริการอินเทอร์เน็ตที่สนามบิน โรงพยาบาล โรงแรม ฯลฯ ที่ไม่มีการจำกัดผู้ใช้งานต้องระมัดระวังครับ

เชื้อโรคแฝงจาก IT

          เชื้อโรคที่ควรให้ความระมัดระวัง ก็คงหนีไม่พ้น 2 กลุ่มใหญ่ คือ แบคทีเรียและไวรัส ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มนี้ ก็ทำให้เจ็บป่วยได้อย่างรุนแรงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลยก็ว่าได้

          แบคทีเรีย ที่ปนเปื้อนมักจะทำให้เกิดอาการ ไข้ อาเจียน ปวดท้อง ถ่ายเหลวเป็นน้ำ บางกรณีอาจจะรุนแรงกระทั่งถ่ายเป็นมูกเลือดเลยทีเดียว นอกจากนี้แล้วอาการโรคอาหารเป็นพิษจากแบคทีเรียบางชนิด อาจจะทำให้เกิดอาการไตวายในเด็กได้ด้วย

          ไวรัส ที่ก่อโรค อาจจะแบ่งได้เป็นกลุ่มที่ทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษต่อระบบทางเดินอาหาร เหมือนแบคทีเรีย ซึ่งพบว่าก่อโรคได้ทุกเพศ ทุกวัย และกลุ่มที่ก่อให้เกิดโรคตับอักเสบ อย่างที่หมอซุปเคยเล่าให้ฟังกรณีของการปนเปื้อนน้ำทะเลครับ

          ข้อแนะนำ: เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรคในสถานการณ์ต่าง ๆ คือ การทำความสะอาด และฆ่าเชื้อโรคที่ผิวสัมผัสของคีย์บอร์ดและเม้าส์อย่างสม่ำเสมอ ก่อนการใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ ควรมีการล้างทำความสะอาดมือและนิ้วมือด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการใช้ห้องน้ำด้วย เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่อาจจะมาจากทางเดินอาหาร และปนเปื้อนไปสู่หน้าสัมผัสของอุปกรณ์ ซึ่งเท่ากับเป็นการวางยา (เชื้อโรคที่ปนเปื้อน) ไปสู่ผู้ใช้งานคนถัด ๆ ไป (หมายความว่า อาจจะมีเหยื่อมากกว่า 1 ราย)

          แม้ว่าเชื้อโรคส่วนมากจะไม่สามารถเจริญเติบโตบนผิวสัมผัสเหล่านี้ได้ แต่เชื้อโรคที่ปนเปื้อนอยู่อาจจะยังไม่ตาย เพียงแต่รอเวลาให้ผู้โชคร้ายรายต่อไป รับเอาเชื้อโรคเข้าสู่ทางเดินอาหาร แล้วก่อให้เกิดโรคต่อไป

          นอกจากนี้ให้อนุมานว่า อุปกรณ์ IT สาธารณะไม่สะอาด ดังนั้น ระหว่างการใช้งาน ไม่ควรใช้มือหรือนิ้วมือ นำอาหารเข้าปากเป็นอย่างยิ่ง และที่ลืมไม่ได้ คือ การล้างมือทำความสะอาดหลังการใช้งานอุปกรณ์ ITสาธารณะทุกชนิด ในทุกสถานที่ด้วยครับ





ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.momypedia.com/
ที่มาจาก http://health.kapook.com/view20892.html